เดลี ช่วงเวลาท่องเที่ยวที่แย่ที่สุด

A post from iCEAPiNAN

         ผมลังเลใจอยู่ไม่น้อยที่จะมาเดลี ซึ่งเป็นเมืองหลวง ของอินเดีย ตอนแรก ตั้งใจว่าจะไม่มาแล้ว แต่เมื่อดูปฏิทินก็พบว่า ถ้าจะมาเที่ยวช่วงหลังจะพลาดคอร์สดีๆ ใน Deer Park ไป และ มีระยะทางไกลจาก Himachal Pradesh อยู่มาก คือ ต้องใช้เวลา ประมาณ 12 ชั่วโมงกว่าจะมาถึง ผมออกรถจาก เมือง Bir รัฐ หิมาจัลประเทศ ตอน 6 โมงครึ่ง เป็นรถบัส ยี่ห้อ volvo จำได้ว่าตอนวิ่งอยู่ที่ หิมาจัลประเทศ นั้น ปวดท้องอยากจะอวกมาก เพราะ ถนนมีทางโค้งเยอะมาก อีกทั้ง เป็นการขึ้น-ลงเขาอีก พอเข้ารถลงมาสู่ที่ราบ ทำให้ค่อยยังชั่วขึ้น แต่การนั่งและนอน บนรถบัส ก็นับว่าเป็นอะไรที่ทรมานอยู่เหมือนกัน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2559

         เช้าวันรุ่งขึ้น เรามาถึงแล้ว ที่ Tibetan Colony หรือ เรียกกันว่า Majnu ka tilla (มัจ-นู-กา-ทิล-ลา) เป็นชุมชนที่เขาแบ่งไว้ โดยเฉพาะ ผู้อพยพชาวธิเบตในเดลี ตั้งอยู่ทางเหนือของเดลี ผมไปครั้งแรกนึกว่า มา Mcleod Ganj ที่เป็นศูนย์รวมชาวธิเบตและสถานที่ประทับของ องค์ทะไลลามะ ใน หิมาจัลประเทศ เลย เพราะทั้ง ร้านอาหาร ร้านค้า รวมถึงชื่อ ที่พัก คล้ายกันมาก ผมและแฟรงค์ก็เดินเข้าไปใน guesthouse ซึ่ง ค่าพัก ราคา 400 รูปี … เป็นที่พักที่แย่มาก แย่ที่สุด เริ่มจาก สภาพแวดล้อม รอบๆไม่สะอาด มีรถจอดเต็มไปหมด อยู่ที่แคบๆ ที่แถวนั้นรอบๆมองดูจะไม่มีอะไร ผมมาพบว่าตอนหลังว่า … แต่ตอนนั้นผมไม่ทราบ ผมเดินเข้าไปใน ที่พัก ขึ้นไปด้านบน ซึ่งแรกที่เริ่มตระหงิดๆใจก็คือ ทางเดินแคบ และมีคนวางจานที่กินแล้วอยู่หน้าห้องบางห้อง จนขึ้นมาถึงห้องพักของผม ก็พบว่า ประตูห้องผมล็อคไม่ได้ ทำให้เรากังวลเรื่องความปลอดภัย เราเลยต้องเอา เก้าอี้อันใหญ่ๆมากั้นประตู เพื่อป้องกันการขโมย เมื่อนอนพักซักพักหนึ่ง ผมจึงออกไปกับแฟรงค์ เพราะแฟรงค์จะรีบไปเลื่อนตั๋ว กลับไป ไปยังประเทศไทย ในวันนี้ ช่วงค่ำ เราไปถึงบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ Connaught Place ซึ่งเป็นศูนย์การค้าของหรูๆ เหมือน สยาม บ้านเรา แต่ผมไม่ประทับใจ เนื่องจาก พื้นสกปรก มีคนถุยน้ำลายกันเป็นว่าเล่น มีมูลสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สุนัข นก ไปตามตลอดทาง ผมคิดในใจว่า “นี่เมืองหลวงหรือเนี่ย” ข้างหน้าเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า “Ministry of Tourism” รอซักพัก ราคาตั๋วขึ้น ต้องจ่ายเงินประมาณ 5500 RS ให้บริษัทนี้ ทั้งๆที่ตอนแรกสอบถามโดยตรงจากสายการบิน ได้ราคา 3 พันกว่า RS เท่านั้นเอง เนื่องจากแฟรงค์ เงินไม่พอในตอนนั้น จึงต้องออกไปหา ATM เพื่อกดเงิน เมื่อนั้นเองทำให้รู้ว่า ATM หลายแห่ง กดเงินเนื่องจาก บัตรต่างประเทศ ไม่ได้ เพราะก็มีนักท่องเที่ยวบางคนก็ถอนไม่ได้เช่นกัน เราเดินไปหามากกว่า สิบแห่งในเดลี ไม่มี ATM ไหน ที่กดได้

         เราหมดหวังกับการกด ATM แล้ว เราจึงกลับไปยังบริษัทท่องเที่ยวที่จากมา เพื่อจ่ายเงิน โดยแฟรงค์ยืมเงินผมไปก่อน ในระหว่างที่เราให้บริษัทท่องเที่ยวดำเนินการ โทรศัพท์ผมแบตใกล้จะหมดแล้ว ด้วยความอยากกินอาหารไทยมาก ผมจึงรีบจดที่อยู่ของร้านอาหารไทย ที่ชื่อว่า “Bangkok degree” ในกระดาษ ตอนนั้นเราเริ่มหิวกันแล้ว เพราะเรานั่งรถมาตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ได้กินอะไรเลย พอแฟรงค์ได้ตั๋วกลับเรียบร้อย เราจึงตัดสินใจจะไปหาร้านอาหารไทย ผมเช็คใน google maps มันบอก 7 นาที​ โดยการเดิน จาก Connaught Place เราจึงไปเรียกแท็กซี่ เมื่อนั่งไปซักพักหนึ่ง ผมเกิดความสงสัยว่า มันไกลมากทั้งๆที่นั่งรถด้วย พอไปถึงจริงๆ ก็พบว่า มันไกลมาก อีกทั้งร้านนี้ปิดไปแล้ว (ไม่แน่อาจจะย้ายไปที่อื่น แต่ไม่ยอมเปลี่ยนที่อยู่ ก็เลยได้ที่อยู่ผิด) เราจึงกลับมาด้วยความผิดหวังอย่างมาก ประกอบกับค่ารถไปกลับ 1600 RS แพงมาก!! ตอนนั้นเองผมก็เพิ่งสังเกตว่า เขาไม่ยอมเปิด meter ภายหลัง ผมลองเปรียบเทียบระยะทางดูแล้วกับ เรต ราคา ซึ่งกำหนดโดยรัฐบาลอินเดีย พบกว่าค่าส่วนต่างมันหลายเท่าเลยทีเดียว (ถ้าใส่ข้อมูลได้จะดีมีประโยชน์กับคนไปต่อไป) ถึงแม้เราจะรู้ แต่ก็ไม่มี แท็กซี่ใดที่เปิด meter ให้เราเลยแม้แต่คันเดียว เรากลับมายัง “Connaught Place” เพื่อรับประทาน Mcdonal ซึ่งมีแต่ไก่ ที่เป็น Non-veg ในอินเดียร้านอาหารแทบทุกแห่งต้องกำหนดอย่างชัดเจนว่า อะไรคือ Veg และ อะไรคือ Non-veg ( T. Maria ซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ จากฟินแลนด์ เคยบอกว่า ในขณะที่ประเทศอื่นจะใช้ว่า Veg กับ Meat) เรากินอาหารด้วยความหิว และ เหนื่อยมาก จากการเดินทาง จากนั้นเราจึงกลับไป ที่พักคืนแรก แฟรงค์รีบเก็บกระเป๋า และ รอผมโหลดหนังสารคดีธิเบตลง แฟรชไดร์ฟ เพื่อจะได้นำไปฉาย ให้เพื่อนๆที่ประเทศไทยดู เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ และ เป็นแรงกระตุ้นให้คนไทยเริ่มตระหนัก ถึงปัญหาชาวธิเบต ซึ่งเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่ถูกละเลยไป

         จากนั้นเราจึงรีบไปสนามบิน โดยนั่งแท็กซี่ไป ราคาที่ตกลงกันไว้คือ 600 RS ในระหว่างนั่งรถ แฟรงค์ให้ผม ตั้งคำถามที่อยากจะถามอยู่หลายคำถาม ผมก็เลยตั้งคำถามไปเกี่ยวกับ ปรัชญามาธยมิกะ ปรัชญาปรมิตาหทัยสูตร และ การเรียนนอกระบบ เมื่อถึงสนามบิน แฟรงค์ก็สรุป แนะแนววิธีการเรียนให้ พร้อมแนะนำหนังสือที่ควรอ่าน ผมเข้าสนามบินไม่ได้ เพราะวันนั้นผมลืมเอาหนังสือเดินทางมา แฟรงค์ต่อคิวเข้าสนามบิน จากนั้นเราก็บอกลากัน ผมรออยู่หน้ากระจก และก็บอกลาครั้งสุดท้ายเป็นอันจบการเดินทางด้วยกัน เป็นเวลาหนึ่งเดือน

         ในขณะเดียวกัน ตอนที่จากกันแล้ว ค่ำวันนั้น ก็เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการชีวิตในอินเดีย โดยคนเดียว ผมจึงไปเรียกรถแท็กซี่กลับจากสนามบิน รถที่นั่งใหญ่เหมือนรถตู้ แต่เรานั่งคนเดียว ค่าโดยสาร 600 RS และ ผมก็มาถึง ที่พักวันแรกดังเดิม ผมเดินเข้าไปหน้าประตู ปรากฎว่าล็อค ผมเคาะประตูหลายรอบมาก และ รอหลายนาทีกว่า จะมีคนจะมาเปิดประตูให้จริงๆ จากนั้นเดินเข้าไปในห้องพัก เมื่อผมอยู่ในห้องพักแล้ว ผมจึงพยายามจะรีบติดต่อ Tsewang แต่ก็ติดต่อไม่ได้ซะที ยังไม่ตอบข้อความ เงินมือถือก็ไม่มี ผมเตรียมตัวเข้านอน เพราะ ดึกมากแล้ว จึงไปอาบน้ำ ปรากฎว่า ผมไม่สามารถอาบได้เลย เพราะ น้ำ มันร้อนมากๆ ไม่มีก็อกน้ำใดที่มีน้ำเย็นเลย น่าจะเป็นเพราะสภาพอากาศในเดลี ผมจึงกลับไปที่ห้องต้องทนนอนในห้อง ในขณะที่ตัวของผมนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อ อีกทั้ง เจ็บแสบเวลาที่ เหงื่อเข้าตา เพราะอากาศในห้องพัก ก็ร้อนเช่นกันถึงแม้จะเปิดพัดลมแล้ว

วันที่ 11 พฤษภาคม 2559

         จากการเช็คสภาพอากาศในเดลี ใน Google โดยพิมพ์คำว่า “Weather in delhi today” ในช่องค้นหา ก็พบว่าอุณหภูมิตอนนั้นโดยเฉลี่ย ประมาณ 40 องศาเซลเซียจ !! แค่นี้ยังไม่พอ ยังมียุงรบกวนเต็มไปหมด มีเยอะกว่า ที่เจอในห้องพักตอนอยู่ Deer Park หลายเท่า ประกอบกับ ผ้าห่มที่สั้นห่มไม่ทั่ว ทำให้มีตุ่มยุงกัด ทั่วตัวเต็มไปหมด ผมพยายามนอนแต่ไม่ได้นอนเลยวันนั้น เพราะผมติดต่อให้ใครช่วยไม่ได้ ผมจึงให้ขนานนามว่า “เป็นที่พักที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยเจอมา” จนกระทั่งตีสี่ ผมตัดสินใจจองโรงแรมที่ชัวร์ว่า จะไม่เจออะไรแบบนี้อีก ผ่าน Agoda ด้วยความเหลืออดกับที่พักแล้ว จึงไม่ได้ดูสถานที่ใหม่อย่างชัดเจน จากนั้นตีห้าครึ่ง ผมจึงลงมา check out แล้วรีบออกไปโดยทันที ผมก็เพิ่งรู้ว่าที่พักใหม่ผมมันไกลอยู่พอสมควร ค่ารถประมาณ 300 RS จากที่พักเดิม แถวนั้นเรียกว่า “New Friends Colony” ตั้งอยู่ South Delhi ใกล้สถานที่ ท่องเที่ยวอย่าง หลุมฝังพระบรมศพของจักรพรรดิหุมายูง (Humayun’s Tomb) ของ จักรวรรดิโมกุล ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก ซึ่งผมใกล้ๆ ไม่ไกลนัก แต่ผมก็ไม่ได้ไป เพราะ โรงแรมมาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม เนื่องจากผมเช็คอินเร็วกว่ากำหนด เงินไม่เพียงพอ แม้จะเดินไปได้ ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ผมเลือกที่จะไม่ไปแล้ว เพราะ เป็นช่วงเย็นแล้ว ผมมาถึงที่พักใหม่ ที่พักโอเคเลย แต่โดนเรียกค่า Early-check in แต่ช่วยไม่ได้จ่ายเงินใน Agoda ไปแล้ว ผมได้นอนหลับเต็มอิ่มซะที ผมตื่นมา แฟรงค์โทรมาจากประเทศไทย ให้ไปหา Tsewang โดยเร็ว เพื่อ ให้เขาแนะนำ และ ช่วยเหลือขณะที่ผมอยู่ให้เดลี ผมจึงรีบออกไปหาที่แลกเงินก่อน ตอนนั้นเงินหมดแล้ว ทางโรงแรม แนะนำให้ไปที่ธนาคาร พอไปถึง ธนาคารกลับบอกว่า “ที่นี่คือธนาคาร ไม่ใช่ที่แลกเงิน ถ้าอยากไปแลกเงิน ก็ต้องหาที่ให้บริการแลกเงิน มิใช่ที่นี่” ไปถามทั้งสองธนาคารก็ได้คำตอบเดียวกัน คือ ไม่ได้ให้บริการแลกเงิน เราเดินออกมากอย่าง งงๆ เราจึงหาแท็กซี่ ไป Connaught Place ผมเพิ่งรู้ว่าภายหลังว่า แท็กซี่คันนี้โก่งราคาไปพอสมควรเลยหละ แถมยังทำหน้าไม่พอใจทั้งๆที่บอกหลายรอบแล้วว่า ไปที่แลกเงิน พอแลกได้แล้ว จะเอาเงินมาจ่าย ก็ดูท่าจะไม่เข้าใจหลายรอบจน แท็กซี่คนนั้นเรียกคนอื่นมาคุย จึงเข้าใจกัน ผมแลกเงินได้แล้ว จ่ายไป 700RS ตอนนั้นเที่ยงแล้วหิว ยังไม่ได้กินข้าวเช้าจึงไปกิน Mcdonal จากนั้นจึงรีบกลับไปเพื่อไปเจอ Tsewang พอไปถึง Tibetan Colony จริงๆ จึงรู้ว่า รู้งี้มาพักที่นี่ตั้งแต่แรก และผมก็เพิ่งมาเข้าใจว่า ส่วนที่ผมกับแฟรงค์พักนั้น เป็นส่วนที่เลยออกไป จนทำให้ผมมองว่า แถวนั้นไม่มีอะไรเลยในตอนแรก ผมเข้าไปเจอ Tsewang ทักทายและพูดคุย เขาบอกจะหา Taxi ทัวร์รอบๆในเดลีให้ในราคา 1500 RS แต่ตอนนั้นผมเงินไม่พอ และผมก็บอกว่า แฟรงค์ยังไม่ส่งเงินมาให้ เพื่อสนับสนุนการเงินตอนที่อยู่ในเดลี เพราะ เงินตอนนั้นไม่เพียงพอที่จะไปเที่ยวได้ Tsewang ก็เลยแนะนำผมให้กลับไปพักผ่อนก่อนแล้ว นัดเจอตอน พรุ่งนี้ 9 โมง ผมกลับไปที่พัก แล้วมาพบว่าผมแทบไม่เหลือเงินแล้ว ผมจึงส่งข้อความไปหาพ่อ และ เข้านอน

วันที่ 12 พฤษภาคม 2559

         จนกระทั่งตอนเช้าทั้งสองคนจึงเพิ่งตอบ พ่อบอกว่า Passport หาไม่เจอ จึงไปบอกแม่ คราวนี้หละก็โดนเป็นชุดเลย เพราะคราวก่อนขอเงินไปหลายรอบ พอแฟรงค์ส่งเงินผ่าน WesternUnion มาให้ ผมก็รีบ check out จากโรงแรม ออกไปหา Taxi ไปหา Tsewang ตอนไปเจอ WesternUnion ที่แรก เขาปฏิเสธ เพราะผมอายุไม่ถึง 18 ปี เขาแนะนำให้ลองไปอีกร้านหนึ่ง ผมออกมาด้วยความผิดหวัง จากนั้น ผมจึงรีบวิ่งไปหา Tsewang เพื่อ ยืมเงิน 500 RS เพื่อจ่ายค่าแท็กซี่ แล้วจึงย้อนกลับไปหา WesternUnion อีกที่หนึ่ง เป็นร้านรวมกับ Moneygrams เล็กๆในซอกของ Tibetan Colony ปรากฎว่ายอมจ่ายให้ใน Transaction แรก แต่ไม่ยอมใน Transaction อีกอันหนึ่งซึ่งเป็นของแม่ ผมกลับไปหา Tsewang แต่ไม่พบ นั่งรอซักพัก ก็ยังไม่เจอ มีคนบอกว่าเขาออกไปข้างนอกแล้ว แต่ไม่รู้ไปไหน ผมจึงคิดว่าพยายามหาร้าน Westernunion อื่นใน Connaught Place ผมบอกแท็กซี่ให้หา Westernunion ให้ เขาพาผมไปที่ไหนไม่รู้ จนกระทั่ง ผมไปถึง India Post สุดท้ายก็ปฏิเสธ แต่การปฏิเสธนี้มันถือว่ารุนแรงสำหรับผมมาก ผมนั่งรอเจ้าหน้าที่นานมาาก จนสุดท้าย เจ้าหน้าที่คนนั้น ฉีกกระดาษและขยำต่อหน้าผม และโยนหนังสือเดินทางมา ทำให้ผมออกไปโดนทันทีและแทบจะร้องไห้ ผมกลับไปรอ Tsewang จนกระทั่งหกโมงจึงมา เขาให้เพื่อนนำทางไปหารถบัสให้ บอกลากัน คืนเงินเสร็จ แล้วจึงกลับ

เกร็ดสำหรับ คนที่จะมาเที่ยว เดลี

  • ถ้าคุณจะไปส่ง ญาติ พี่น้อง เข้าสนามบิน คุณมีหนังสือเดินทาง ไม่เช่นนั้นเข้าไปไม่ได้
  • ควรดูที่พักก่อน ดูให้ทั่ว ทั้งห้องน้ำ ภายในห้อง ว่าทุกอย่างเป็นปกติดี ตามความต้องการ ก่อนที่จะจ่ายเงิน ถ้าไม่เป็นอย่างที่คุณคาดไว้ ควรออกจากที่พักให้เร็วที่สุด
  • ที่พัก ที่ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวหลายๆแห่งที่คุณอยากไป จะได้ไปได้พร้อมกันเลยทีเดียว ไม่ต้องเสียค่ารถแพงๆ หลายรอบ
  • เว็บที่ผม เช็คอุณหภูมิ คือ Google.in เข้าไปเพียงแค่พิมพ์คำว่า “Weather today”
  • ควรมาหลายๆคน โดยเฉพาะ มีเพื่อนไว้ เพราะหากเกิดปัญหา จะได้มีคนช่วยได้